ตอบสั้นๆ: เลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ที่มีผลงานจริงซึ่งยังเปิดใช้งานและโหลดเร็ว เสนอราคาอยู่ในช่วงตลาดพร้อมสัญญาที่ระบุ Scope ชัดเจน ให้ Source Code และ Domain เป็นชื่อธุรกิจคุณ และแบ่งจ่าย 50/50 ไม่ใช่จ่ายเต็มก่อนเริ่มงาน แล้วเทียบอย่างน้อย 3 เจ้าก่อนเซ็น
"รับทำเว็บไซต์ ที่ไหนดี?" เป็นคำถามที่เจ้าของธุรกิจไทยถามกันมากที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุนทำเว็บ ปัจจุบันมีบริษัทรับทำเว็บไซต์หลายร้อยแห่งในไทย ตั้งแต่ฟรีแลนซ์ราคาไม่กี่พันบาทไปจนถึง Agency ราคาหลักแสน แต่ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้ม และราคาแพงก็ไม่ได้แปลว่าดี ไม่ว่างบของคุณจะ 5,000 หรือ 500,000 บาท หลักการเลือกเหมือนกัน บทความนี้ให้ Checklist 10 ข้อ ที่ใช้เทียบได้กับทุกเจ้า พร้อมราคาตลาดจริงในปี 2026 (ถ้าอยากเห็นราคาแบบละเอียดกว่านี้ ดูคู่มือราคาทำเว็บไซต์ปี 2026)
1. ดูผลงานจริง ไม่ใช่แค่ Template สวย
สิ่งแรกที่ต้องเช็คคือ Portfolio ของบริษัท ขอเป็นลิงก์เว็บที่เปิดอยู่จริง ไม่ใช่แค่ Screenshot และอย่าดูแค่ว่าสวยหรือไม่สวย ให้เช็ค 3 อย่างนี้:
- 1.เว็บไซต์ผลงานยังเปิดอยู่จริงไหม? - บริษัทหลายแห่งโชว์ผลงานที่ลูกค้าเลิกใช้ไปแล้ว ถ้าให้ลิงก์ผลงานจริงไม่ได้เลย ให้ระวัง
- 2.เป็นงาน Custom หรือแค่ซื้อ Template มาแก้ชื่อ? - ลองคลิกขวาดู Source Code หรือเช็คด้วย BuiltWith.com
- 3.เว็บผลงานโหลดเร็วไหม? - เปิด PageSpeed Insights แล้วเช็คคะแนน ถ้าคะแนนต่ำกว่า 70 แปลว่าบริษัทไม่ให้ความสำคัญกับ Performance และถ้าผลงานของบริษัทเองยังโหลดช้า เว็บคุณก็จะช้าเหมือนกัน

2. เช็คเทคโนโลยีที่ใช้
เทคโนโลยีที่ใช้สร้างเว็บไซต์มีผลโดยตรงกับ Performance, SEO และค่าดูแลรักษาระยะยาว ในปี 2026 เทคโนโลยีหลักมี 3 กลุ่ม:
| เทคโนโลยี | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| WordPress | ราคาถูก, Plugin เยอะ | โหลดช้า, ปัญหาด้านความปลอดภัย, ต้องอัปเดตบ่อย | งบต่ำ, เว็บง่ายๆ |
| Custom Framework (Next.js, React, Vue) | โหลดเร็วกว่า 3 เท่า, SEO ดีกว่า, ปลอดภัยกว่า | ราคาสูงกว่า | ธุรกิจที่จริงจัง, งบเกิน 30,000 บาท |
| Website Builder (Wix, Squarespace) | ง่ายที่สุด | ข้อจำกัดเยอะ, SEO ไม่ดี | ทดลอง, ไม่เหมาะธุรกิจจริง |
ถ้างบเกิน 30,000 บาท ควรเลือก Custom Framework มากกว่า WordPress จะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว อ่านเพิ่มเติม: เปรียบเทียบ Next.js vs WordPress แบบละเอียด

3. ราคาตลาดรับทำเว็บไซต์ในไทย 2026
ราคาแต่ละเจ้าต่างกันมากเพราะขึ้นกับ 5 ปัจจัยหลัก คือ จำนวนหน้า ฟีเจอร์พิเศษ เทคโนโลยีที่ใช้ โครงสร้าง SEO และ Support หลัง Launch บริษัทที่ดีจะบอกราคาชัดเจนตั้งแต่แรกว่าแต่ละส่วนคิดเท่าไหร่ ถ้าบริษัทไหนตอบว่า "ขอประเมินทีหลัง" โดยไม่ให้ Range ราคาเลย ให้ระวังค่าใช้จ่ายแฝง ราคารับทำเว็บไซต์ในไทยปี 2026 แบ่งตามประเภทได้ดังนี้:
| ประเภทเว็บ | ราคา (บาท) | ระยะเวลา |
|---|---|---|
| เว็บไซต์บริษัท (Corporate) | 25,000–80,000 | 3–6 สัปดาห์ |
| เว็บร้านอาหาร/คาเฟ่ | 20,000–50,000 | 2–4 สัปดาห์ |
| เว็บ E-commerce ร้านค้าออนไลน์ | 40,000–150,000 | 4–8 สัปดาห์ |
| เว็บคลินิก/โรงพยาบาล | 35,000–100,000 | 3–6 สัปดาห์ |
| เว็บอสังหาริมทรัพย์ | 50,000–200,000 | 4–8 สัปดาห์ |
| Landing Page หน้าเดียว | 8,000–25,000 | 1–2 สัปดาห์ |
ถ้าบริษัทไหนเสนอราคา ต่ำกว่าช่วงนี้มาก ให้ระวัง - อาจเป็นแค่ Template สำเร็จรูป ไม่ใช่งาน Custom
4. ถามเรื่อง SEO ตั้งแต่แรก
เว็บไซต์ที่สวยแต่ไม่มีใครเจอบน Google เท่ากับเสียเงินฟรี ถามให้ชัดตั้งแต่ใบเสนอราคาว่า SEO พื้นฐานรวมอยู่ในราคาเว็บแล้ว หรือขายแยกเป็น Add-on เพราะบางบริษัทแยกขาย และให้ระบุว่ารวมอะไรบ้าง บริษัทรับทำเว็บที่ดีจะต้อง:
- •ทำ On-page SEO พื้นฐานให้ - Title Tag, Meta Description, Heading Structure, Alt Text รูปภาพ, Sitemap.xml
- •รองรับ Core Web Vitals - LCP ≤ 2.5 วินาที, INP ≤ 200ms, CLS ≤ 0.1
- •ใส่ Schema.org Structured Data - เช่น Organization, BreadcrumbList, FAQPage
- •รองรับ Mobile-First - Google ใช้ Mobile Version เป็นหลักในการจัดอันดับ
คำถามที่ควรถาม: "เว็บที่จะได้ ผ่าน Core Web Vitals ไหม?" ถ้าบริษัทตอบไม่ได้ หรือไม่รู้จัก ให้คิดหนัก อ่านเพิ่มเติม: วิธีเพิ่มความเร็วเว็บไซต์และผ่าน Core Web Vitals
5. สัญญาและความเป็นเจ้าของ
ข้อนี้สำคัญมากแต่คนไทยมักไม่ถาม:
- •Source Code เป็นของใคร? - บริษัทบางแห่งเก็บ Source Code ไว้ ถ้าเลิกสัญญาก็เสียเว็บ ต้องให้ชัดเจนว่า Code เป็นของคุณ
- •Domain เป็นชื่อใคร? - ต้องจดทะเบียน Domain ในชื่อธุรกิจของคุณ ไม่ใช่ชื่อบริษัทรับทำเว็บ
- •Hosting อยู่ที่ไหน? - ต้องรู้ว่า Host อยู่ที่ไหน ย้ายได้ไหม ถ้าบริษัทเลิกกิจการเว็บยังอยู่ไหม
- •ค่าดูแลรายเดือน/รายปี คือเท่าไหร่? - บางบริษัทให้ราคาถูกตอนทำ แต่คิดค่า Maintenance แพงทุกเดือน ต้องถามให้ชัดตั้งแต่แรก
- •สัญญาระบุ Scope งาน จำนวนรอบแก้ไข และ Timeline ไหม? - สามเรื่องนี้ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ตกลงกันปากเปล่า
- •มีการ Approve ทีละขั้นไหม? - ให้แต่ละ Milestone (เช่น Design ก่อนเริ่ม Code) ต้องได้รับ Approve จากคุณก่อนเดินหน้า ถ้าไม่พอใจจะได้แจ้งแก้ได้ทันที ไม่ต้องรอเห็นตอนงานเสร็จ
6. ดู Process การทำงาน
บริษัทที่มี Process ชัดเจนจะส่งมอบงานได้ตรงเวลาและตรงตามที่คุยกัน Process มาตรฐาน ควรมี:
- 1.Discovery - สอบถามความต้องการ วิเคราะห์ธุรกิจ
- 2.Wireframe/Design - ออกแบบ Layout ให้ดูก่อนลงมือ Code
- 3.Development - พัฒนาเว็บไซต์จริง
- 4.Review & Revision - ให้ลูกค้าตรวจสอบและแก้ไข
- 5.Launch & Handover - เปิดเว็บจริง สอนใช้งาน ส่งมอบ
ถ้าบริษัทไหนพูดว่า "ส่งงานใน 3 วัน" โดยไม่มี Process ข้างต้น ให้ระวัง - งานเร็วเกินไปมักเป็น Template สำเร็จรูป
คุยกับ Developer หรือ Account Manager?
ถามด้วยว่าระหว่างโปรเจกต์คุณจะได้คุยกับใคร ถ้าทุกเรื่องต้องผ่าน Account Manager ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค ข้อมูลอาจถูกแปลผิดระหว่างทาง จนได้เว็บที่ไม่ตรงกับที่ต้องการ การได้คุยตรงกับ Developer ที่ลงมือทำจริง ช่วยลดปัญหา Miscommunication ได้มาก
7. การดูแลหลังส่งมอบ (After-Launch Support)
เว็บไซต์ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ต้องดูแลรักษาต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องถาม:
- •มี Warranty Period ไหม? - มาตรฐานคือ 1–3 เดือนแก้บั๊กฟรี
- •แก้ไขเนื้อหาเล็กน้อย คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร?
- •มี SLA (Service Level Agreement) ไหม? - ถ้าเว็บล่มจะแก้ภายในกี่ชั่วโมง
- •อัปเดต Security Patch ให้ไหม? - โดยเฉพาะ WordPress ที่ต้องอัปเดตบ่อย
- •มีระบบ Backup อัตโนมัติไหม? - ต้อง Backup อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
8. รีวิวและ Testimonials จากลูกค้าจริง
อย่าเชื่อแค่รีวิวบนเว็บไซต์ของบริษัทเอง ให้เช็คจากหลายแหล่ง:
- •Google Reviews - ค้นชื่อบริษัทใน Google Maps ดูรีวิว
- •Facebook Page - ดู Comments และ Reviews จากลูกค้า
- •ขอ Reference ตรงจากบริษัท - ถ้าบริษัทมั่นใจในงาน จะให้เบอร์ลูกค้าเก่าได้
- •ถามในกลุ่ม Facebook - กลุ่มอย่าง "SME Thailand", "Startup Thai" มักมีคนแชร์ประสบการณ์จริง
9. สัญญาณเตือน (Red Flags) ที่ต้องระวัง
หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีสัญญาณเตือนเหล่านี้:
- •ไม่มี Portfolio ให้ดู, Portfolio ล้าสมัย หรือเป็นแค่ Template - แสดงว่า ไม่มีประสบการณ์จริง หรือผลงานเก่าไม่ดีพอจะโชว์
- •เสนอราคา ถูกผิดปกติ (เช่น เว็บ E-commerce 5,000 บาท หรือเว็บ "Custom" ไม่ถึง 2,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่คือ WordPress Template ที่ซื้อมาแก้ชื่อ) - คุณภาพจะตามราคา
- •บังคับใช้ Hosting ของตัวเอง ห้ามย้าย หรือ ไม่ยอมส่งมอบ Source Code - Lock-in ที่ทำให้ถ้าจะเปลี่ยนเจ้า ต้องทำเว็บใหม่ทั้งหมด
- •ไม่ยอมบอกเทคโนโลยีที่ใช้ - อาจใช้ Builder ฟรีแล้ว คิดราคา Custom
- •สัญญา จ่ายเงินเต็ม 100% ก่อนเริ่มงาน - มาตรฐานคือ 50% ก่อน 50% หลังส่งมอบ
- •ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือสัญญาไม่ระบุ Scope จำนวนรอบแก้ไข และ Timeline - เสี่ยงเกิดปัญหาทุกกรณี
- •Timeline นานเกินจริง - เว็บบริษัททั่วไปใช้ 3–6 สัปดาห์ และ Landing Page 1–2 สัปดาห์ (ตามตารางข้อ 3) ถ้าถูกเสนอ 3–6 เดือนสำหรับเว็บธรรมดา ให้ถามเหตุผล

10. เปรียบเทียบอย่างน้อย 3 บริษัท
อย่าเลือกจากที่เดียว ขอ Quotation จากอย่างน้อย 3 บริษัท แล้วเปรียบเทียบ:
- •ราคาเปรียบเทียบกับ Scope ที่ได้ - ไม่ใช่เปรียบเทียบแค่ราคา
- •เทคโนโลยีที่ใช้ - WordPress, Next.js, Wix ให้ผลลัพธ์ต่างกัน
- •ระยะเวลาส่งมอบ - เร็วเกินไปอาจหมายถึงงาน Template, ช้าเกินไปอาจหมายถึงรับงานเยอะเกินไป
- •เงื่อนไขหลังส่งมอบ - ค่า Maintenance, Warranty, SLA
- •ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณ - บริษัทที่เคยทำเว็บในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะเข้าใจความต้องการได้ดีกว่า
ฟรีแลนซ์หรือบริษัท? ฟรีแลนซ์เหมาะกับงบต่ำและเว็บไม่ซับซ้อน แต่ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือไม่มี Support หลัง Launch และคุณภาพไม่แน่นอน ขนาดของผู้รับงานไม่ใช่ตัวตัดสิน ให้ใช้ Checklist เดียวกันนี้ถามทุกเจ้า ใครตอบเรื่อง Warranty, Source Code และสัญญาได้ชัดเจน คือเจ้าที่ความเสี่ยงต่ำกว่า
สรุป - Checklist สำหรับเลือกบริษัทรับทำเว็บ
การเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาในระยะยาว สรุป 10 ข้อที่ต้องเช็ค:
- 1.ผลงานจริงที่ยังใช้งานอยู่ และโหลดเร็ว
- 2.เทคโนโลยีที่เหมาะสม
- 3.ราคาอยู่ในช่วงตลาด และโปร่งใสตั้งแต่แรก
- 4.SEO พื้นฐานครบ และรวมในราคา
- 5.สัญญาระบุ Scope, รอบแก้ไข, Timeline และเป็นเจ้าของ Code/Domain
- 6.มี Process การทำงาน และได้คุยกับคนที่ลงมือทำจริง
- 7.After-Launch Support
- 8.รีวิวจากลูกค้าจริง
- 9.ไม่มี Red Flags
- 10.เปรียบเทียบอย่างน้อย 3 ราย
ถ้าต้องการปรึกษาเพิ่มเติม chercode ยินดีให้คำแนะนำฟรี ไม่จำเป็นต้องใช้บริการเรา
คำถามที่พบบ่อย
รับทำเว็บไซต์ ราคาเท่าไหร่?
ราคารับทำเว็บไซต์ในไทยปี 2026 เริ่มต้นที่ 8,000 บาทสำหรับ Landing Page ไปจนถึง 200,000 บาทสำหรับเว็บอสังหาริมทรัพย์ เว็บไซต์บริษัททั่วไปอยู่ที่ 25,000–80,000 บาท ราคาขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความซับซ้อน และฟีเจอร์ที่ต้องการ
WordPress กับ Next.js อะไรดีกว่า?
Next.js โหลดเร็วกว่า WordPress ถึง 3 เท่า มี SEO ที่ดีกว่า และปลอดภัยกว่า แต่ราคาสูงกว่า ถ้างบเกิน 30,000 บาท แนะนำ Custom Framework เพราะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
เว็บไซต์ควรผ่าน Core Web Vitals ไหม?
ควรอย่างยิ่ง Google ใช้ Core Web Vitals เป็นปัจจัยจัดอันดับ ค่ามาตรฐานคือ LCP ≤ 2.5 วินาที, INP ≤ 200ms, CLS ≤ 0.1 ถ้าบริษัทรับทำเว็บไม่รู้จัก Core Web Vitals ควรพิจารณาใหม่
Source Code ของเว็บไซต์ควรเป็นของใคร?
Source Code ควรเป็นของลูกค้า (เจ้าของธุรกิจ) ไม่ใช่ของบริษัทรับทำเว็บ ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเมื่อส่งมอบแล้ว Code เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้า รวมถึง Domain ก็ต้องจดในชื่อธุรกิจของคุณ
Arm - chercode
Full-Stack Developer & Founder
นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์กว่า 5 ปีด้าน Web Development, AI Integration และ Automation เชี่ยวชาญ Next.js, React, n8n และ LLM Integration ผู้ก่อตั้ง chercode ให้บริการพัฒนาระบบสำหรับธุรกิจไทย
Portfolio


